เสื่อมท่วมปอด

posted on 25 May 2010 18:24 by plewlom

         วันนี้ฃโดนจูบข้างค่ะ

 

          พี่สองแถวมาทิ่มข้างรถ

 

          ทิ่มเสร็จด้วยความที่เราเห็นว่าถลอกไม่มาก  ประมาณเมตรเดียวตรงฝั่งขวาเริ่มจากตรงล้อหลัง

 

          เราเลยไม่ว่าอะไรกะเคลมทีเดียว

 

         แต่พี่แกสิคะ  จะเอาตังค์ค่ะ(มีที่ประเทศไทยเนี่ยแหละ ชนเค้าแล้วจะเอาตังค์เค้า)

 

         พี่คนขับสองแถวเป็นผู้หญิงตัวเล็ก  หน้าตาจ๋อยๆ แตจ่ปากนี่ร้ายน่าดู

          "ไม่ได้นะเนี่ย  เสียหายตั้งเยอะ  ดูสิหน้ารถพังเลย"

          "เอ่อ พี่คะ  หนูรีบ  แต่เรียกประกันมั้ยคะ  ประกันหนูฃั้นหนึ่ง"

          "โอ๊ย  ไม่มีเวลาหรอก  เอามาเลยพันนึง  เนี่ยดูซิหน้ารถพังหมด"

 

           เอ่อ อรีป้าคะ  คือคุณมึงมาชนกู  แถมจะมาไถตังค์กูอีก  กูหน้าหมู  แต่กูหมูพิษว้อยยยย

          "เอ่อ  แต่พี่ชนหนูนะคะ  จริงๆแล้วหนูเป็นฝ่ายเสียหาย"

           "ชั้นจอดของฉันอยู่เฉยๆแต่เธอน่ะ  ขับมาชนชั้น"

           ป้าเวรตะไลเอ๊ย   ใครจะมาหมุนมาลัยได้ 360 องศา ขับออกข้างไปชนป้าได้

 

           

            อีป้าโทรเรียกผัวมา  แล้วเมียก็สิงร่างผัว  กลายเป็นว่าผัวมาด่าดิฉันแทนเมีย  เปลี่ยนเวรกัน อีผัวด่าเหมือนตัวเองขับแทน

            อารมณ์ขึ้นค่ะ  อารมณ์ขึ้น  เลยโทรเรียกทั้งตำรวจ  และขอกล้องวงจรปิดมาดู

           แต่ด้วยหลักฐาน และพยาน  ดิฉันชนะขาดรอย  จากรีบๆอีป้าเลยยอมจำนนต่อหลักฐาน  เพราะมันไม่มีใบขับขี่  และในกล้องบอกชัดว่ามาชนดิฉัน  เลยไถตังค์มากินขนมซะพันห้า  จากตอนแรกจะโดนชนแล้วชิ่ง

เพราะมีประกัน   แต่ยัยป้าดันอยากแจกตังค์อีก 

 

เดี๋ยวจะเอาไปทำบุญกับผู้พิการทางสมองซักห้าร้อย 

               แก้เผ็ด  สะใจ

สายลม

posted on 06 Apr 2010 13:43 by plewlom

         วันนี้ตื่นสายนิดหน่อย  ลากสังขารตัวเองออกมาจากที่นอนได้  

บ้วนปากพอลวกๆ  เดินลากเท้าเข้ามาในครัว  แม่ตื่นนานแล้ว

ปูเสื่อนั่งเล่นกับกระต่ายหน้าบ้าน  ช่วงนี้อากาศร้อนเลยเปิดแอร์นอน

แต่พอออกมาจากห้อง  ทำไมร้อนอย่างนี้

ใบมะม่วงหน้าบ้าน  แตกใบอ่อนๆ มองดูแล้วชื่นใจ

มันคงอยู่มานานแล้ว มันถึงได้ไม่กลัวแสงแดดอันแก่กล้า  ที่แม้แต่นกหนูยังหลบหาที่ที่แดดกระทบไม่ถึง

 

       เดินลากเท้าเข้าครัวหานู่นหานี่กินนิดหน่อย

ทำไมช่วงนี้ต้นไม้ในบ้านมันไม่กลัวแดดเลย

ต้นมะลิก็ผลิใบเขียวชอุ่ม   ต้นมะม่วงที่มีลูกแค่สามลูกที่เราปีนไปเอามากิินเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

ก็ทำงานอย่างรู้หน้าที่  คือขยันออกใบมาให้ร่มเงา  

เหมือนจะรู้ว่าคนบ้านนี้ ซื้อมะม่วงกินได้  แต่ซื้อใบมาทำร่มเงาหลบร้อนไม่ได้ 

อากาศอันร้อนอบอ้าว  ไม่มีใครรูหรอกว่าสายลมที่โชยมานานๆครั้งมันมาจากใหน

ไม่มีใครสนใจมันด้วยซ้ำ  แต่รู้สึกว่ามันเย็นสบายดีจัง

 

    กระต่ายน้อยเล็มใบผักบุ้งอยู่ข้างๆหญิงวัยกลางคน  ที่ทุกคนในบ้านเรียกแม่

จัดการอาหารบนโต๊ะไปคำสองคำ  

เดินลอยชายไป ซบหัวบนตักแม่

ที่นี่แหละมั้งที่เรารู้สึก อบอุ่นและปลอดภัยที่สุดบนโลกใบนี้

                       ตักของแม่

 

แม่   "ไง  คุณนาย ตื่นแล้วหรอ?"

ลูก  "อืม"

แม่  "ร้อน"

ลูก "เปิดแอร์ดิ"

แม่ "ยิ่งร้อน  คนอื่นร้อนเพราะเราเปิดแอร์  นก หนูก็ร้อน  ต้นไม้ก็ร้อน"

 

 

     ช่วงนี้ดูแม่จะมีความสุข   อาจเป็นเพราะแม่เห็ฯลูกๆทุกคน  มาอยู่ภายใต้อาณัติของแม่

ถึงแม่ว่าบางครั้งพวกเราจะเกเร  กินเหล้า เที่ยวกลางคืน ดูดบุหรี่

แต่เรื่องทุกเรื่อง เราก็รายงานแม่เสมอ

แม้บางครั้งจะกลับบ้านพร้อมน้ำตาถังไหญ่

แต่ตักของแม่ก็พร้อมเสมอที่จะ ซึมซับน้ำตา และ รับรู้เรื่องราวไร้สาระที่พรั่งพรูออกจากลูก

พร้อมที่จะหัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่าลูกจะผ่านมันได้เอง

 

    

 

 

            ปล...ชื่อเรื่องบอกแล้วว่าเมา  อย่าได้ถือสาเอาความกันเลยนะเธอว์์์์์

 

        ต่อไปนี้จะเอาพื้นที่เล็กๆที่ไม่มีใครรู้จักตรงนี้  เป็นไดอารี่  เพราะมันคงจะอยู่ตรงนี้  ไม่หายไปใหนหรอก

ระบาย ร้อยแปดพันเก้าอารมณ์ ที่เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก

คงไม่มีใคร อ่านแล้วด่า หรอกมั้ง  เพราะส่วนไหญ่ก็ไม่ค่อยมีคนมาอ่านหรอก  หุหุ

ไม่ใช่นักเขียนนี่  เป็นแค่คนอยากเขียน

บางที  ไปอ่านบล็อคคนอื่นแล้วเกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจ ในอำนาจวาสนา

                 ทำไมมันเขียนดีอย่างนี้

                 ดูซิ๊  ดูของตูซิ  

                 พยายามที่สุดแล้ว

 

 

                 ได้แค่นี้เองอ่ะ

 

 

ไม่เอาแระ    เขียนเท่าที่อยากเขียนดีกว่า  อ่านเอง  สุขเอง

 

 

      วันนี้ก็เมาอีกตามเคย  เมานิดหน่อยตามเคย

 

                 แต่ว่า  

 

                สองทาวเวอร์เอง

 

 

                

 

       ไปเจอเพื่อนสมัย มอต้นมา

 

     ทั้งโรงเรียนสอบเข้า  เราได้ที่หนึ่ง

 

     เกรดเฉลี่ยสามจุดแปด

 

    เป็นประธานนักเรียนตั้งแต่ มอสาม

 

     ทั้งที่  โรงเรียน  มีหกมอ  คือ มอหนึ่ง ถึง มอหก

 

     ตอนนี้  เป็นคนเตร็ดเตร่  ทำเฉพาะงานที่ชอบ

 

 

       เพื่อนที่เจอวันนี้

 

    สาวร่างป้อม ที่ชอบแข่งกับเรามาตลอดทำงานตลาดหลักทรัพย์ ชอบใช้คำพูดในทางที่ว่า  เธอเรียนเ่ก่งกว่าฉัน  ไหงเธอ  

ทำงานลอยลมแบบนี้  จริงๆแล้วเธอน่าจะไปไกลกว่านี้

  

   เพื่อนชายนายร้อยหมาดๆแต่มาดผู้การ   เอ้อ  อ้ายสาดนี่พูดถึงแต่เรื่องตำรวจ  สาดดดดด  กรูจะรู้กะมึงมั้ยเนี้ย

เอาว้า   ถ้าอนาคตมึงไหญ่โตจริงๆ กูจะได้คุยโวว่าครั้งนึง  กูเคยใช้มึงเหมือนเบ๊

 

   สองนางที่เป็นพยาบาล   ไม่เข้าใจเหมือนกัน  ว่าเธอเป็นพยาบาล  หรือเธอเป็นนักแสดง

กรีดกรายกันเสียจริงๆ    หาคำใดกลั่นจากใจไม่มีเลย 

                  นี่หรือค่าของคน

 

    ตอนนี้เหลือเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิต อยู่สามคน

 

    คนแระคบกันตั้งแต่อนุบาลจนถึงทุกวันนี้  ชื่อ บัณทูล  สงวนนามสกุล

ตอนแรกมันเป็นผู้ชาย แต่ตอนนี้มันเป็นผู้หญิง  เวลาที่เราอยากให้มันฟังเรา  เราต้องฟังมันก่อน  ฟังให้น้ำลายมันท่วมหู   มันบอกเราเสมอว่า คบใครเป็นเพื่อน  อย่าทุ่มสุดตัว  ต้อง คบคนละครึ่งทาง  เพราะไม่มีใคร เสียสละให้กันได้จนตัวเองต้องทุกข์

คนที่สอง มยุรี   รู้จักกันตั้งแต่มอหนึ่ง  มอสองครึ่งมันท้อง  เพื่อนทุกคนเลิกคบ  เพราะรังเกียจ และผู้ปกครองไม่ให้คบ  มีเรากับบัณทูล  ที่ไปมาหาสู่  และนั่งเฝ้ามันวันคลอด  มันเป็นคนที่คนอื่นมองว่าโง่ มองว่าแรด แต่มันไม่เคยเอาเปรียบใคร   มันเคยพูดถึงใครในทางไม่ดี ไม่เคยบอกว่าน้อยใจ  ทั้งๆที่มันน้อยใจ .....เพิ่งไปช่วยมันเลี้ยงลูกเมื่อตอนกลับบ้านต้นเดือนนี่เอง....

คนที่สาม  กันนิกา  เพื่อนที่เราไม่เคยสนใจมัน  มีแต่มันสนใจเรา  จนเรามารู้ข่าวว่ามันกลายเป็นคนบ้าไปแล้ว

อยู่โรงพยาบาลบ้า  เราถึงหันไปสนใจมัน  คบกันตอนปอห้าครึ่ง   คิดถึงมันเป็นบ้า  อีกไม่นานเราคงตามไปอยู่กะกัน   คิดถึง แกว่ะ  กันนิกา

 

 ไม่ไหวแระ  จะอ้วก

 

 

  นอนดีกว่า  พรุ่งนี้ทำงานสิบโมง